Zy Movement Foundation โครงการแห่งความหวังของเด็กพิการทั่วประเทศ

15049789_10206533976821369_875492692_n

“เมื่อความต้องการพิเศษ…นำมาซึ่งสายสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าของคนในครอบครัว”

…..เรื่องราวของคุณล้วนและน้องซันซัน ผู้รับการบำบัดด้วยศาสตร์วอยต้าและมุมมองของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

” ค่ะ ก็ประกอบธุรกิจส่วนตัวมาก่อน ตอนที่มีน้องและรู้ว่าน้องเป็นเด็กพิเศษก็พยายามหาวิธีรักษาต่างๆ เท่าที่หาได้ อย่างแรกเลยคือน้องซันซันมีพัฒนาการช้า ยังชันคอไม่ได้ตามเกณฑ์อายุ ช่วงนั้นใครบอกที่ไหนดี ที่ไหนได้ผลเราไปมาหมด…แต่ก็ยังไม่ได้ผลกับน้องเท่าไหร่ กระทั่งได้พบคุณวอลเตอร์ ลี(ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์) จึงติดต่อขอคำแนะนำและเริ่มการบำบัดด้วยวอยต้าค่ะ ”

> ช่วยเล่าความท้าทายในฐานะของคนเป็นแม่และดูแลน้องเป็นอย่างไร

” ในตอนนั้นกังวลมาก ไม่รู้ว่าอาการของลูกเราเป็นอะไรบ้าง จะเป็นเท่านี้หรือจะหนักไปมากกว่านี้ แล้วยังมีอาการที่มาพบภายหลัง อย่าง ซันซันมีอาการ Facial Palsy คือน้องกะพริบตาไม่ได้ เราก็ต้องดูแลใกล้ชิดมากกว่าเดิม หากไม่ดูแลน้องอาจถึงขั้นตาบอด ซันซันมีอาการหลายอย่างต้องดูแลหลายส่วน ตัวเราเองก็อยากให้น้องดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยากมากคือการตัดสินใจว่าจะรักษาน้องแบบไหน เพราะไปแต่ละที่ก็รักษาต่างกัน อย่างตอนที่มาคลินิค วอยต้า หมอก็บอกให้เราหยุดรักษาแบบอื่นและมาเริ่มต้นใหม่เลย ตอนนั้นนับว่าเสี่ยงและตัดสินใจยากมากๆ ค่ะ”

> แล้วช่วงนั้นตัดสินใจบำบัดแบบวอยต้าแล้ว เป็นอย่างไร?

” น้องซันซันมีกลุ่มอาการ Mobius Syndrome คือมีอาการซ้อนกันหลายอย่าง ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานได้ไม่เต็มที่ และยังมีปัญหากับระบบประสาทดวงตาและการทรงตัวต่างๆ ร่วมกัน แต่พอได้ลองมาบำบัดวอยต้า น้องมีอาการดีขึ้นมาก น้องให้ความร่วมมือในการบำบัดอย่างดี ทำให้เราแม่ลูกได้ใช้เวลาด้วยกัน อย่างการฝึกภาษามือก็เริ่มต้นเรียนไปด้วยกันค่ะ”

> ในเวลานั้น มูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์ ให้ความช่วยเหลือและดูแลอย่างไรบ้าง?

“มูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์ ช่วยได้เยอะมาก อย่างการที่เรามีซันซันก็ทำให้พี่เปลี่ยนมุมมองนะ รับรู้ได้ว่าทุกคนยินดีช่วยเหลือเรา มันเป็นพลังบวกที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ทั้งกับกลุ่มผู้ปกครองเด็กพิเศษหรือกับกลุ่มอาสาสมัครที่มาช่วย”

> วิธีการบำบัดแบบวอยต้าได้ผลลัพธ์อย่างไรกับน้องซันซัน?

” เทียบกับวิธีอื่นที่เคยใช้มา พี่ว่า วอยต้า ทำให้เห็นพัฒนาการของซันซันที่ดีขึ้นมาก แต่เราก็ต้องมีวินัยและใช้เวลาในการบำบัดเหมือนกัน อย่างตอนที่บำบัดจนน้องนั่งได้นี่ใช้เวลา 1 ปีเลยนะ จากแต่ก่อนที่น้องชันคอยังไม่ได้จนน้องมานั่งได้ คนเป็นแม่ก็ดีใจที่ได้เห็นลูกเราดีขึ้น จุดเด่นของตัววอยต้าอยู่ที่การใช้ “มือและหัวใจ” นักกายภาพบำบัดจะสอนวิธีบำบัดให้ผู้ปกครองแล้วเราก็ต้องทำหน้าที่บำบัดระหว่างที่จะมาหานักบำบัดอีกครั้ง พอเรากดบำบัดร่างกายน้องก็จะเป็นการกระตุ้นระบบประสาทให้จดจำไปพร้อมกัน ทำให้น้องสามารถเคลื่อนไหวตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ”

> คุณล้วนมีคำแนะนำหรืออยากฝากอะไรถึงผู้ปกครองที่มีน้องเป็นเด็กพิเศษบ้าง?

” อย่างแรกเลยคือผู้ปกครองต้องไม่เปรียบเทียบ ไม่เทียบก็ไม่ทุกข์ ลูกเราเป็นแบบนี้ เราอยากให้เขาเติบโตไปในทิศทางไหนก็กำหนดให้ชัดเจน แล้วค่อยๆ ทำไปตามทางนั้น มองในอีกมุมว่าอย่างน้อยน้องก็ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่หนีเราไปไหน ทำให้เกิดความสุขอีกแบบ เราก็ได้เติบโตไปพร้อมกับลูก ถ้าเราหยุด ก็เท่ากับว่าเขาหยุดที่จะเติบโตเช่นกัน สำคัญที่สุด “เด็กไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อย ถ้าเราไม่ทำให้เขารู้สึกด้อย” ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ส่งต่อกันได้ ถ้าคนเป็นพ่อ เป็นแม่ยังรับลูกตัวเองไม่ได้ แล้วใครจะรับได้ ภูมิใจในสิ่งที่ลูกเป็นและทำให้เขามีความสุขมากที่สุดค่ะ”

Socialgiver ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ และการแบ่งปันประสบการณ์จาก คุณล้วน (คุณกรวรา อัศวลาภนิรันดร) คุณแม่ของน้องซันซัน และ ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์

 

15033762_10206526421152482_1211940451_n

 

วอยต้า (Vojta) ศาสตร์บำบัดทางเลือก ความหวังใหม่สำหรับเด็กและผู้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว

> การบำบัดแบบวอยต้า (Vojta Therapy) คืออะไร?

ในการเรียนการบำบัดวอยต้ามีรายละเอียดเยอะค่ะ คนที่เรียนได้จะต้องเป็นนักกายภาพบำบัดและมีประสบการณ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการบำบัดนี้จะมีการวาง Pattern ให้ร่างกายเกิดการเรียนรู้ในการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ให้ร่างกายสามารถจดจำรูปแบบของการเคลื่อนไหวได้ เมื่อร่างกายและระบบประสาทเรียนรู้แล้ว อย่างเด็กที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว เด็กจะสามารถอยู่ในท่าทางนั้นๆ ได้อย่างอัตโนมัติค่ะ แต่ในช่วงการบำบัดแรกๆ เด็กอาจยังไม่เข้าใจ อาจมีการกลัวและเกิดร้องไห้ได้ ซึ่งต้องอธิบายว่าการบำบัดนี้ไม่ใช่การทำให้เด็กเจ็บแต่แค่ทำให้กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ทำงานเกิด Reflex เท่านั้น

> ในการบำบัดแต่ละสัปดาห์ ต้องคอยฝึกย้ำๆ หรือเปลี่ยนท่าทางในการบำบัดเลย?

จริงๆ การรักษาด้วยวิธีนี้ เราต้องมีการประเมินทุกครั้งก่อนรักษา ถ้าหากมีปัญหา ต้องดูว่าเป็นปัญหาส่วนไหน วิเคราะห์เป็นส่วนๆ ไปเลย เช่นว่า ณ ตอนนี้ยังเป็นปัญหาเดิมอยู่ก็อาจต้องใช้ท่าเดิมค่ะ แต่ถ้าไม่มีปัญหาเดิมแล้วก็เปลี่ยนท่าได้ ศาสตร์วอยต้ามีท่าทางสำหรับกดบำบัดเยอะนะ นับดูก็มากกว่า 12 ท่าเลยค่ะ โดยแต่ละท่าก็จะมีรายละเอียดในการใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเน้นการทำงานของร่างกายร่วมกัน ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง อย่างเด็กจะชันคอก็ต้องให้เด็กฝึกกล้ามเนื้อช่วงตัว กล้ามเนื้ออกและช่วงคอด้วย เขาถึงจะสามารถชันคอขึ้นมาได้ เป็นต้น

> ช่วยเล่าตัวอย่างของน้องที่บำบัดด้วยวอยต้าแล้วได้ผล แล้วน้องเป็นอย่างไรบ้าง?

จะมีเคสนึงที่ฝึกตั้งแต่กบเริ่มวอยต้าทำจนถึงปัจจุบัน ก็สองสามปีแล้ว พอได้ทำแล้วน้องเห็นผล คือน้องสามารถขยับและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็ให้ความร่วมมือในการทำการบำบัดร่วมกับเรา จากที่น้องเดินไม่ได้เลย จนตอนนี้สามารถเดินไปไหนมาไหนเองได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเองค่ะ กบว่ามันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ทั้งเรา ทั้งครอบครัวน้องก็ดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการตรงนี้

>การบำบัดวอยต้าใช้เวลาเท่าไหร่ที่ร่างกายของผู้บำบัดถึงจะจดจำการเคลื่อนไหวได้?

ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายนะคะ เพราะนักบำบัดก็ทำได้ส่วนหนึ่ง ผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือในการกดและบำบัดต่อเมื่ออยู่บ้าน ถ้าไม่ทำเลยมันก็ไม่เห็นผล และอีกอย่างคือตัวน้องเองก็ต้องพยายามด้วย หากเด็กเข้าใจและสามารถช่วยเหลือผู้ปกครองได้เพิ่ม ก็จะยิ่งส่งผลดีมาก อย่างน้องบางคนบอกผู้ปกครองได้เลยนะว่ากดผิด กดตรงนี้แล้วไม่รู้สึกให้เปลี่ยนตำแหน่ง อะไรแบบนี้ค่ะ ถ้าถามว่านานแค่ไหนก็ต้องอยู่ที่ว่าการบำบัดนั้นเสถียรหรือยัง ซึ่งใช้เวลาแต่ละเคสไม่เท่ากัน คำว่าเสถียรนี้คือทำแล้ว น้องไม่กลับไปจุดเดิมอีกแม้จะไม่ได้บำบัดต่อ ถ้าทำถึงจุดที่น้องไม่ต้องมาคอยกระตุ้นซ้ำเมื่อไหร่ นั่นก็แปลว่าร่างกายน้องจดจำการเคลื่อนไหวได้แล้วค่ะ

>ถ้ามีนักบำบัดวอยต้าเพิ่มขึ้น จะดีมากน้อยแค่ไหน?

จริงๆ อยากให้ทุกคนได้รับรู้นะ วอยต้าไม่ได้มีประโยชน์แค่กับเด็ก ศาสตร์นี้ใช้ได้กับคนทุกวัย เพราะคนที่คิดเป็นหมอระบบประสาท จึงสามารถใช้วอยต้าแก้ได้ทั้งระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ คือสามารถทำได้และช่วยให้คนไข้ประหยัดเพราะใช้อุปกรณ์ไม่มาก คนไข้เข้าถึงการรักษาเพิ่มมากขึ้น ถ้ามีเยอะก็ดี ซึ่งตอนนี้นักบำบัดวอยต้ารุ่นนึง มี 25 คน ก็อยากให้มีการเปิดอบรมเพิ่มค่ะ

Socialgiver ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ และการแบ่งปันประสบการณ์จาก คุณกบ (คุณวันทนี ทองผิว) นักกายภาพบำบัดจากคลินิควอยต้าแห่งแรกในประเทศไทยที่สถาบันราชานุกูล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Zy Movement Foundation ให้ได้รับการอบรมที่ประเทศเยอรมันนีในปี 2558

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ Zy Movement ที่ http://bit.ly/2fyKLxW

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *