5campaigns_cover

☔ เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา หรือเพราะฟ้าที่มองช่างว่างเปล่า~

ฟังเพลงนี้ช่วงฝนตกทีไร รู้สึกเหงาทุกที..อาจจะจริงที่ฝนตกทำให้เรารู้สึกเหงาขึ้นมาเล็กๆ แต่เรื่องจริงยิ่งกว่านั้น เมื่อฝนตกกลายเป็นฝันร้ายของคนเมือง ไม่ว่าจะเป็น สาวออฟฟิศถอดส้นสูง เดินลุยน้ำ ,การจราจรที่ติดยิ่งกว่ากาวตราช้าง รวมไปจนถึงขยะเกลื่อนกลาดที่ไหลไปตามทางจนเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตา  ยิ่งกรุงเทพฯกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้นมากแค่ไหน จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้น เจ้าขยะมูลฝอยพวกนี้ก็มากขึ้นตามไปด้วย เราจะจัดการและรับมือกับปัญหานี้ได้ยังไง วันนี้ Socialgiver มีไอเดียและเคล็ดลับดีๆ มาฝาก 🙌

สำนักสิ่งแวดล้อมพบว่าภายในกรุงเทพฯ มีขยะมูลฝอย 10,564 ตัน/วัน จากรายงานจำนวนขยะมูลฝอยปี 2562 ด้วยสาเหตุที่ขยะมากเกินการจัดการ และการคัดแยกขยะก่อนทิ้งที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งการไม่ทิ้งขยะลงถัง ปล่อยให้ลอยเกลื่อนกลาดลงแม่น้ำ ทำให้ขยะเหล่านี้ไปติดอยู่ตามท่อระบายน้ำ นี่ยังไม่รวมเศษอาหารจากครัวเรือน ที่ดูจะเป็นปัญหาให้การขุดลอกท่อเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะขยะมูลฝอย และสิ่งปฎิกูลลงมากขึ้น แต่ระบบการจัดการยังเท่าเดิม ดังนั้นเมื่อฝนตกจนมีปริมาณน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ การระบายน้ำจึงไม่สามารถระบายได้ทันนั่นเอง

เอาล่ะ.. เมื่อเห็นสาเหตุของปัญหาแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าต่างประเทศมีวิธีการจัดการกับเรื่องนี้แบบไหนบ้าง มาเริ่มกันที่แคมเปญ Clean Plate (กินเกลี้ยงจาน) ของรัฐบาลจีน 🇨🇳 โดยมีแนวทางสำหรับร้านอาหาร ที่มีลูกค้ามาเป็นกลุ่ม ให้สั่งอาหารน้อยกว่าจำนวนทั้งหมด เช่น ครอบครัว ก. มากัน 5 คน ต้องเสิร์ฟอาหารสำหรับ 4 คน เพื่อต้องการให้ประชนชนนับหมื่นล้านคน ตระหนักถึงปัญหาอาหารและความมั่นคงด้านอาหารที่ส่งผลถึงส่วนของประเทศ หนึ่งในนั้นคือเรื่องน้ำท่วมเช่นเดียวกับบ้านเรา 🌊

Image : The Japan Times

Image : The Japan Times

อีกหนึ่งแคมเปญจากญี่ปุ่น🇯🇵 ประเทศที่ดูเหมือนจะมีการจัดการเรื่องขยะมูลฝอยจากครัวเรือนเป็นอย่างดี แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่าที่ผ่านมาพบว่าในประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณขยะอาหาร 6.4 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะอาหารสดใกล้หมดอายุในร้านสะดวกซื้อ เช่น ข้าวกล่องพร้อมทาน, ข้าวปั้น, ขนมปัง ซึ่งทาง 7-11 และ Lawson ก็ต่างออกโครงการสะสมแต้ม โดยลูกค้าจะได้แต้ม 5 พอยต์ และลดราคา 5% ทุกการซื้ออาหารใกล้หมดอายุ ทั้งเป็นการจูงใจผู้บริโภค และยังลดภาระของร้านค้าอีกด้วย 

Image : Japan Times

Image : Japan Times

♻ ไม่เพียงแค่นั้น ญี่ปุ่นยังออกพระราชบัญญัติกฎหมายส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างกฎหมายส่งเสริมการซื้อสีเขียว (Law on Promoting Green Purchasing) และยังมีการกำหนดวันงดใช้ถุงพลาสติก (No plastic bag day) โดยได้รับความสนใจจากร้านค้าและประชาชนเป็นจำนวนมาก

Image: Wikimedia

Image: Wikimedia ถังขยะอัจฉริยะชั่งน้ำหนักในกรุงโซล

มาต่อกันที่เกาหลีใต้ 🇰🇷 ในปี 2013 ได้มีการกำหนดกฎหมายกำหนดให้ทิ้งเศษอาหารในถุงที่ย่อยสลายได้ พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อครัวเรือนตามน้ำหนักของขยะ แถมยังมีแคมเปญน่ารักๆ ออกมาเรียกกระแสอยู่ตลอด เช่น ถังขยะอัจฉริยะชั่งน้ำหนักพร้อมเก็บเงิน ที่ติดตั้งทั่วกรุงโซล มาพร้อม RFID เทคโนโลยีระบุและบันทึกข้อมูล เพื่อชั่งน้ำหนักขยะอาหารที่นำมาทิ้งและเรียกเก็บเงินจากผู้ที่นำขยะมาทิ้งจากข้อมูลในบัตรประชาชน ซึ่งวิธีนี้ ทำให้ขยะอาหารในกรุงโซลลดลงได้ถึง 47,000 ตันใน 6 ปี เลยทีเดียว

มาดูฝั่งออสเตรเลีย 🇦🇺 ที่มาพร้อมแคมเปญ love food, hate waste มีเป้าหมายให้ประชาชนคำนึงถึงการลดขยะในทุกๆ ขั้นตอน หลังเผชิญปัญหาขยะล้นเมือง มากถึง 97,000 ตัน ซึ่งแคมเปญนี้ ออกแบบมาให้แต่ละบ้านร่วมภารกิจลดขยะ โดยให้ทำกิจกรรมแข่งกันลดขยะจากการประกอบอาหาร เป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ แล้ววัดผลแข่งขันกันว่าบ้านไหนสามารถลดปริมาณลงได้มากที่สุด ผลที่ได้คือแต่ละบ้านประหยัดรายจ่ายในการซื้อวัตถุดิบ สำหรับทำอาหารลงมากถึง 25%  👏

Image : GreyhoundCafe

Image : GreyhoundCafe

มาที่บ้านเรากันบ้าง แม้ระบบการจัดการเรื่องขยะจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่หลายฝ่ายก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่เสมอ เช่นเดียวกับแคมเปญน่ารักๆ อย่าง Perfectly Imperfect ที่ต้องการให้ผู้คนตระหนักถึงความสูญเสียของพืช ผัก ผลไม้ ที่จำเป็นต้องถูกคัดออกไปตามกระบวนการทางการตลาดที่เน้นรูปลักษณ์ภายนอกของวัตถุดิบที่สวยสมบูรณ์แบบเป็นสำคัญ 🍊

Image : GreyhoundCafe

Image : GreyhoundCafe

แม้ว่าทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะจัดการได้ในเร็ววัน ยิ่งพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความสุขจากการกิน และพิจารณาในแง่ ความชอบ-ความอยากทาน-รสชาติ มากกว่าคุณภาพของอาหาร (ซึ่งสะท้อนจากการเลือกปัจจัย ความสะอาด-คุณค่า) ทำให้หลายคนมองข้ามเรื่องคุณค่าเรื่องอื่นๆ ไปด้วย ไม่แปลกเลยค่ะที่เราจะเป็นไม้เสียบลูกชิ้นทิ้งอยู่ข้างทางเต็มไปหมด ยิ่งในยุคที่ธุรกิจ Food Delivery เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขยะพลาสติกจากบรรจุภัณฑ์ และขยะจากอาหารก็เพิ่มขึ้นมากไปด้วย เราไปดูกันดีกว่า ว่าคุณจะมีส่วนจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง :-)

Screen Shot 2563-11-09 at 11.21.23   

      1. บอกลากล่องโฟม 

ภาชนะในปัจจุบันที่เราเอาไว้ใส่อาหารนั้นส่วนใหญ่จะทำมาจากพลาสติกหรือกล่องโฟม ไม่ว่าจะมาจากร้านอาหารใกล้บ้าน หรือจาก Food Delivery ก็ตาม เพราะหลังจากการใช้งานเสร็จแล้วจากภาชนะก็กลายเป็นขยะและจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เนื่องจากย่อยสลายได้ช้า บวกกับการทิ้งอย่างไม่เป็นที่เป็นทาง สร้างผลกระทบจากกระบวนการกำจัดผลิตภัณฑ์จำพวกพลาสติกและโฟม ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนตามมาอีกด้วย 🌏🌳

     2. คนกินเก่ง ต้องกินให้หมด!!

สำหรับใครที่มีสโลแกนประจำตัวว่า ‘อยากกินต้องได้กิน!’ วันนี้ลองเปลี่ยนมาเป็น ‘ได้กิน ต้องกินให้หมด’ กันดูนะคะ เพราะนอกจากจะลดปัญหาเศษอาหารแล้ว ยังช่วยคุมอาหาร คุมน้ำหนัก หรือถ้าคุณเป็นคนทำอาหารทานเอง จะยิ่งได้รู้จักการกะปริมาณให้การซื้อวัตถุดิบแต่ละครั้งด้วย :-)

     3. ทำความรู้จักกับร้านค้า Zero Moment

เมื่อเลี่ยงเผชิญหน้ากับพลาสติกไม่ได้ เราขอแนะนำให้รู้จักกับร้านค้า Zero Moment หรือร้านรักษ์โลกที่เน้นรณรงค์เรื่องการรักษาสุขภาพของคนในสังคมด้วยเครื่องดื่ม และอาหารที่ใส่ใจในคุณภาพของวัตถุดิบ พร้อมกับปลูกฝังเรื่องการลดขยะในแบบ Eco-friendly ได้อย่างน่าสนใจ 🍴

💘 อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเข้าใจถึงคำว่า “กิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”มากขึ้น เรายินดีเสมอที่มีโอกาสได้แบ่งปันข้อมูลดีๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคม และหวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียดีๆ ไปปรับใช้อย่างมีความสุข….เผื่อว่าพายุฝนครั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม ;-)

ปล. อย่าลืมพกร่มก่อนออกจากบ้านด้วย 😊

BLOG_BANNER3

Connect with us

Facebook: Socialgiver
Instagram: Socialgiver
Line: @Socialgiver
Website: www.socialgiver.com
Application: https://socialgiver.page.link/blog

Share: