Sanju interview blog 1143x600

“โควิดไม่ได้ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิต แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำหลาย ๆ อย่าง ทั้งเศรษฐกิจ สิทธิ ความเท่าเทียม หรือแม้แต่กระทั่งการฆ่าตัวตาย เราจะเห็นได้ว่ายอดคนฆ่าตัวตายมันเพิ่มสูงขึ้นจริง”

เราได้รู้ว่าปัญหาสุขภาพจิตในไทยมันเร่งด่วนมากพอ ๆ กับปัญหาโรคระบาด ก็ตอนที่เราได้รู้ตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากปากของ ‘ซันจู–อมรเทพ สัจจะมุณิวงศ์’ ผู้ก่อตั้ง Sati App แอปพลิเคชันที่ช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่อยากโทรมาระบายความรู้สึก โดยมีผู้ฟังอาสาที่พร้อมรับฟังปัญหาของคุณด้วยหัวใจ

บทสนทนาผ่านวิดีโอคอลระหว่างเราและพี่ซันจู เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ปนตึงเครียด และแอบเสียดสี

คุณซันจูเล่าให้เราฟังว่าตนเองเป็นผู้ป่วยสุขภาพจิตมาก่อน ต้องเข้ารับการรักษาตั้งแต่ไฟฟ้าบำบัด รับประทานยามากกว่า 10 เม็ดต่อวัน เคยมีแม้กระทั่งจุดดิ่งสุดของชีวิตนั่นคือช่วงเวลาที่คุณซันจูตัดสินใจจบชีวิตตัวเองครั้งแรก

“พี่พยายามจบชีวิตตัวเองครั้งแรกตอนปี 2017 เราโดนส่งเข้า ICU แล้วก็เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง พอออกมาเรากลับโดนสังคมต่อว่าฆ่าตัวตายมันบาปนะ โดยไม่มีใครคิดเลยว่าเราฆ่าตัวตายเพราะอะไร…”

“ในปี 2018 พี่รู้สึกโดดเดี่ยวมาก จึงลองโทรไปศูนย์รองรับคนคิดสั้น โทรไปแล้วไม่มีคนรับสาย เราเลยตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีกรอบหนึ่ง แต่ในครั้งนี้ เราออกมาจากโรงพยาบาลด้วยความโกรธว่าทำไมไม่มีใครรับสาย จะมีอีกกี่คนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือนี้เหมือนกับเราบ้าง”

สิ่งที่สำคัญและเห็นผลมากไปกว่าการรักษาด้านกายภาพ คือ การรักษาด้วยการรับฟัง ในขณะนั้น บุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิต หรือบุคลากรที่ทำงานส่งเสริมทางด้านสุขภาพจิตมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องกระบวนการรักษาที่เข้าถึงยากและราคาค่อนข้างสูง นั่นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณซันจูริเริ่มทำแอปพลิเคชันในชื่อว่า Sati

F69AB4CD-6870-4FA0-85A9-E32EE79207DA-7460-000005CEE378C0C8

“ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ คือ คนรับฟัง เราเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างทำให้คนเข้าถึงการฟังได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตมันเป็นรูปพีระมิด ฐานด้านล่างสุด คือ Community support หรือ Peer support แต่กลายเป็นว่าเป็นสิ่งที่รัฐไทยยังขาดอยู่”

Sati App เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือผู้ป่วยที่ต้องการหาเพื่อนรับฟัง เพื่อสร้างฐานล่างสุดให้แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น บางคนอาจจะเครียดและต้องผู้รับฟังปัญหา หรือบางคนรู้สึกอยากปลดปล่อยอารมณ์ความเครียดได้อย่างเต็มที่ นั่นคือจุดที่ Sati ของคุณซันจูเข้ามาเติมเต็ม

หากเราได้มีโอกาสติดตามข่าว เราจะเห็นได้ว่าผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีสาเหตุการเสียชีวิตใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ภาวะทางเศรษฐกิจอาจเป็นสาเหตุหลัก และการที่คนเหล่านั้นขาดผู้รับฟังที่เห็นอกเห็นใจอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหุหรือเปล่า

“ถ้านึกไปถึงช่วงแรกที่โควิดระบาด หลายคนบอกว่าให้เปลี่ยนมา WFH กัน แต่คนจนทำงานที่บ้านเหมือนกับคนชนชั้นกลางไม่ได้หรอก นั่นแสดงว่าคนที่พูดไม่เห็นใจพวกเขาที่ต้องออกไปหางานข้างนอกอยู่ แม้จะอยู่ในช่วงการระบาดก็ตาม”

“คนไทยยังไม่มีความเห็นอกเห็นใจมากพอนะสำหรับพี่ คนเรามองหาวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดสำหรับตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจปัญหาที่คนอื่นกำลังเผชิญ บางครั้งมันเลยกลายเป็นความสงสารแทน” คุณซันจูกล่าว

ความแตกต่างระหว่าง ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ และ ‘ความสงสาร’ จากคำบอกเล่าของคุณซันจู อาจสรุปได้ง่ายจากตัวอย่างที่เรามักเห็นในชีวิตประจำวัน การที่คนไทยชอบบริจาคหรือทำบุญ การนำเงินก้อนไปให้ใครสักคนหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินนั้นไปถึงมือผู้ที่มีปัญหาจริงหรือเปล่า หรือสิ่งที่เราได้กลับมาคือความสุขของตัวเราเอง แต่ปัญหากลับยังคงอยู่

คุณซันจูกล่าวกับเราว่าการแสดงความเห็นอกเห็นใจที่เราทำได้ง่ายกว่าการนำเงินไปให้ คือ การถามไถ่

“เราเดินเข้าไปถามคุณลุงคนหนึ่งว่า ลุงมาจากไหนเหรอ มาที่นี่ได้อย่างไร ต้องการอะไรหรือเปล่า อย่างน้อยการที่เราเข้าใจปัญหาของเขา จะได้ทราบว่าช่วยเหลืออย่างไร”

“เราบ่นว่าการจุดไฟเผาของภาคเหนือเป็นเหตุให้เกิดฝุ่นควัน แล้วเราไปตั้งกฎหมายว่าห้ามเผา แต่ลืมคิดไปว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง เช่น เสียรายได้ การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป จนมันย้อนกลับมาที่ปัญหาสุขภาพจิต เครียดไหม หรือรู้สึกไม่สบายใจไหม ดังนั้น เราควรหาวิธีช่วยให้ชีวิตดีขึ้นและดำเนินต่อไปได้ ไม่ใช่การผูกมัด” พี่ซันจูยิ้มพลาง

เราเห็นด้วยกับพี่ซันจูแทบจะทั้งหมด จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ทำอะไรสักอย่างกับปัญหานี้ พี่ซันจูเล่าให้เราฟังว่ากรมสุขภาพจิตนั้นทำงานแล้ว เขาเชื่อและเน้นย้ำเช่นนั้น แต่อย่างที่ทุกคนรู้ สิ่งที่ทำให้ล่าช้าในการทำงานของรัฐบาล ก็คือ ระบบข้าราชการในประเทศไทย ที่ทำงานไม่ต่างจากการรอวัวหายแล้วล้อมคอก

“พี่ว่าประเทศของเราเข้าสู่ ประเทศที่เป็นประชากรผู้สูงอายุเสียส่วนใหญ่ เราจะมีผู้สูงอายุ 3 คน ต่อเยาวชน 2 คน ภาระของการทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนจึงมาตกอยู่ที่เยาวชน แต่ถ้าหากว่าเยาวชนมีสุขภาพจิตที่แย่ เราจะรู้เลยว่าเค้าจะมีภาวะ Burnout มีสภาวะเครียดเกิดขึ้นเยอะสะสมกันไป เพราะเศรษฐกิจของเราขับเคลื่อนไม่ดีพอ เพราะต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ไม่ใช่คนป่วยอย่างเดียว”

“เวลาคนคิดมากในสถานการณ์แบบนี้ เราอย่าไปบอกเค้าว่าอย่าคิดมากนะ มึงจะไม่ให้กูคิดมากได้ยังไงวะ มึงไม่เห็นปัญหารอบตัวกูหรอ มันจะเป็นความคิดแบบนี้ อย่างน้อยเราต้องให้คิดออกมาก่อน แต่สุดท้ายเราต้องมาหา Solution กัน
เราเข้าใจนะว่าช่วงนี้เครียด ข่าวเยอะมาก ค่ำก็เปลี่ยนข่าว เช้าก็เปลี่ยนข่าว ถ้าเราทำอะไรไม่ได้เราก็ด่าไปก่อนเถอะ แล้วค่อยมาร่วมกันหา Solution ที่เป็นแสงสว่าง”

“แต่วันนี้เนี่ย เราควรเป็นผู้ฟังที่ดีให้ได้ก่อน หากเราทำได้ มันไม่ได้แปลว่าเราแก้ได้แค่ปัญหาสุขภาพจิต แต่เราจะได้เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจทั้งสังคม เข้าใจปัญหา เข้าใจหลายๆ คนในสังคมของเรา ตราบใดที่เราไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีของสังคม ก็จะมีแต่ตะโกนด่ากัน มันก็จะหาจุดกึ่งกลางไม่ได้ เราก็จะแก้ปัญหาไม่ได้”

58DA8AF1-8E90-408E-A9A4-3A8592BEF9D5-7460-000005CEFC349757

ปัจจุบัน Sati App เข้าร่วมกับ Socialgiver ในฐานะโครงการเพื่อสังคมที่เราได้ช่วยระดมทุนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการรับฟังเป็นรากฐานแห่งการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต

Socialgiver ขอชวนคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแห่งการให้ (Giving Ecosystem) ไปพร้อมกับธุรกิจใจดีอีกมากมาย ที่จะช่วยระดมทุนแก่โครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ รวมถึง Sati App เพื่อเปลี่ยนรูปแบบของการช่วยเหลือให้ง่ายขึ้น เพียงช็อปออนไลน์ คลิก www.socialgiver.com

นักเขียน ฐานิตา ประสานศิลป์

BLOG_BANNER3

Connect with us

Facebook: Socialgiver
Instagram: Socialgiver
Line: @Socialgiver
Website: www.socialgiver.com
Application: https://socialgiver.page.link/blog

Share: