Natura interview 1200x630 (1)

ภูมิใจการ์เด้น และ Natura Cafe
เรื่องราวจากบ้านสวนริมคลอง สัมผัสวิถีธรรมชาติ และบรรยากาศอันร่มรื่น พร้อมชิมของอร่อยจากวัตถุดิบท้องถิ่น

พจกด-01

“ภูมิใจการ์เดน ที่มาจาก ภูมิ แปลว่า มาตุภูมิ และความภาคภูมิใจ เพราะฉันมั่นใจที่จะบอกว่าอยากให้ทั้งโลกรู้ว่าที่ไทยมีสวนแบบนี้อยู่”

ความตั้งใจอันแน่วแน่ที่เปลี่ยนให้พื้นที่ที่อยู่อาศัยกลายเป็นสวนในเมืองอันร่มรื่น ผลงานของสองแม่ลูกชาวสวนแห่ง ภูมิใจการ์เด้น และ Natura Cafe ‘คุณเอ๋–พรทิพย์ เทียนทรัพย์ และ คุณป๋อ–อันดามัน โชติศรีลือชา’ ตั้งใจสานต่อคุณค่าวิถีชีวิตชุมชนและเก็บรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ชื่นชมธรรมชาติริมคลองย่านบางขุนเทียน

ผจกด2-01

คุณเอ๋เติบโตมาบนพื้นที่ระแวกนี้ตั้งแต่เล็ก หากย้อนไปเมื่อสมัยคุณทวด ท่านได้แบ่งสรรปันส่วนที่ดินออกเป็นขนัด โดยคุณพ่อของคุณเอ๋ได้รับที่ดินมาส่วนหนึ่ง เมื่อเจนเนอเรชันผ่านไป พื้นที่สวนในครอบครองของเธอถูกลดขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการแบ่งส่วนที่ดินให้ลูกหลานที่มีมารุ่นต่อรุ่น หรือปัจจัยอื่น ๆ อย่างการรุกร้ำพื้นที่เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย

การเติบโตมาบนพื้นที่แห่งนี้อย่างยาวนาน ทำให้คุณเอ๋มีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงและคลุกคลีอยู่กับการทำสวนมาโดยตลอด แต่จุดเริ่มต้นที่ผันตัวกลายมาเป็นชาวสวนได้เริ่มต้นขึ้นตอนอายุของเธอเข้าสู่เลขสี่

“เราวางแผนไว้ว่าพอเกษียณ เราจะกลับมาทำสวน ซึ่งสวนตรงนี้ก็เริ่มตอนคุณแม่อายุ 40 ต้น ๆ เรามีทรัพยากรที่มีคุณค่าอยู่แล้ว และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง จึงคิดว่าน่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจต่อคนอื่นได้ เราตั้งเป้าของสวนเราไว้เลยว่าภายในปีนี้คนต้องรู้จักสวนของเรา แล้วเราก็ลงมือทำจริง” คุณแม่ชาวสวนค่อย ๆ อธิบาย

“ในช่วงที่ลูกของแม่เริ่มโตเป็นวัยรุ่น เขาก็ไปใช้ชีวิตของเขาในต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงที่เกิดพายุใหญ่พอดีด้วย ทำให้เราเริ่มทำสวนจริงจังมากขึ้น แต่ก็ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนนะ บางอย่างที่เป็นสมบัติเดิมอาจจะไปเปลี่ยนมากไม่ได้ เราต้องซื้อที่เพิ่มเป็นของตัวเอง ถึงได้ทำสวนอย่างอิสระมากขึ้น”

ชุมชนแต่ละแห่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ถูกสืบต่อกันมาแตกต่างกัน ชุมชนระแวกภูมิใจการ์เด้น และ Natura Cafe ก็เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการคงเอกลักษณ์เดิมของชุมชนไว้ คือ การเข้าใจและยอมรับถึงรากเหง้าและทรัพยากรที่เรามี แม้จะไม่ใช่สวนที่เธออยู่และเติบโตมา แต่สมบัติและสายเลือดชาวสวนนั้นถูกสานต่อมายังรุ่นของคุณเอ๋

จากคำบอกเล่าของเธอ พื้นที่ของภูมิใจการ์เด้นเคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน เป็นแปลงที่มีแต่กองขยะ และผู้อยู่อาศัยมากหน้าหลายตา หลังจากซื้อที่ดิน เธอได้พยายามทวงคืนพื้นที่ของเธอ และปรับเปลี่ยนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2559 ที่ภูมิใจการ์เด้นได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับเพื่อน ๆ ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวและเยี่ยมชม กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเอ๋เปลี่ยนสวนแห่งนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของหมู่คณะ

“เราไม่ได้หวังเป็นเรื่องเป็นราวว่าชุมชนด้านนอกจะต้องมาเปลี่ยนพร้อมเรา เรามองภาพใหญ่กว่านั้น แหล่งชุมชนทั่วประเทศจะได้มองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองที่มีอยู่และใช้ประโยชน์จากมันมากยิ่งขึ้น”

“แต่เราก้พยายามจะไม่แตะคนภายนอกมากนัก เพราะมันอาจเหมือนการยกตนข่มท่าน เราเพียงเก็บขยะในพื้นที่ของเรา ดูแลส่วนของเราให้ดี ภาพที่เราสื่อออกไปทุกวันนี้ คือ ภาพของวัฒนธรรมไทยของคนกรุง ที่สามารถสร้างรายได้ และสร้างประโยชน์แก่สังคม”

“เราต้องมีศรัทธาในความเป็นรากเหง้าของตนเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเป็นค่อยไป กินอยู่อย่างไรก็ไม่ต้องอายใคร เพราะเราเข้าใจถึงที่มาที่ไปแล้ว”

ประวัติศาสตร์ไทยถูกเขียนผ่านมุมมองเดียวอยู่เสมอ แต่หากมองให้ดี โบราณสถานและคลองคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญกว่าคำจารึก ที่สามารถบอกเล่ารากเหง้าของชุมชนแห่งนั้นได้ คุณแม่เล่าให้เราฟังว่าวัดและคลองเปรียบเสมือนศูนย์รวมของชุมชนที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ หากลบมันออกไปจากแผนที่ เราอาจจะไม่รู้เลยว่ากำลังนั่งอยู่ที่ไหน

“เราอยากให้ลูกเราได้รับรู้ถึงรากเหง้า ประเพณีและวัฒนธรรม อย่าด้อยค่าวิถีชุมชน เพราะวิถีชุมชนของแต่ละกลุ่มก็ไม่เหมือนกัน แกงส้มบ้านนั้น ก็อาจไม่เหมือนบ้านนี้ เราแค่มองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้ได้เสียก่อน ทำให้คนใกล้ตัวเราเห็น แล้วจึงส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ ต่อไป”

“กว่าเราจะมาอยู่ถึงทุกวันนี้ เรามีพื้นฐานมาจากอะไร สำรวจตัวเราเองว่ารอบข้างตัวเรามีอะไรบ้าง อย่าพึ่งไปหลงกับแสงสีเสียงจากประเทศอื่น ทุก ๆ ที่มีวัฒนธรรมของตนเอง”

ผจกด3-01

คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่ภูมิใจการ์เด้นของคุณแม่เอ๋สามารถคงอยู่คู่ชุมชนบางขุนเทียนได้มาอย่างยาวนาน ด้วยแนวคิดการพัฒนาตนเองและความภาคภูมิใจที่จะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้อย่างแน่วแน่ ซึ่งความภูมิใจนี้ยังถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ไปยังเจนเนอเรชันต่อไปของคุณป๋อ ลูกชายหรือเจ้าของร้าน Natura Cafe ที่เข้ามาสานต่อวิถีชีวิตของชุมชนร่วมกับคุณแม่ ด้วยแนวคิดของชาวสวนสมัยใหม่

คุณป๋อจึงขอรับไม้ต่อจากคุณแม่เล่าถึงที่มาที่ไปของคาเฟ่กึ่ง Social Enterprise แห่งนี้
“ความตั้งใจแรก เราไม่ได้อยากทำให้มันเป็นธุรกิจที่ต้องสร้างกำไร เราแค่มีวิสัยทัศน์ในการอยากรักษาพื้นที่สวนตรงนี้ไว้ และแชร์พื้นที่สีเขียวให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมสวนมากกว่า ซึ่งแต่เดิมเราทำตรงนี้เอาไว้รองรับเพื่อน ๆ แต่พอมีเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนเริ่มมากันเยอะมากขึ้น การบริการมันก็ต้อง scale up เราก็ทำเองไม่ไหว (หัวเราะ)”

แหท-01

“พอเราเริ่มเห็นว่าคนสนใจพื้นที่สีเขียวเยอะมากขึ้น เพราะว่าในกรุงเทพ การหาพื้นที่สีเขียวในการพักผ่อนเป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งเมืองพัฒนามากเท่าไหร่ พื้นที่สีเขียวก็ยิ่งลดน้อยลง ยิ่งการวางผังเมืองที่ไม่ได้วางพื้นที่สีเขียวมาตั้งแต่แรกด้วย จึงทำให้คนยิ่งสนใจสวนของเรากันมากขึ้น”

“ผมก็พยายามมองหาโมเดลธุรกิจอะไรที่สามารถหมุนเงินมาอนุรักษ์สวนได้ด้วย พูดกันตามตรงเลยว่าการทำสวนต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ยิ่งเราเป็นสวนในเมืองด้วย เราต้องใช้ทรัพยากร ทั้งดิน ฟ้า อากาศ และน้ำ ซึ่งก็จะมีปัญหาน้ำเสีย น้ำแล้ง น้ำเค็ม ตามมาด้วย”

“เชื่อไหมว่าสวนที่นี่ใช้น้ำประปารด” คุณป๋อหัวเราะ “หลัก ๆ เลย ผมคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ให้คนเห็นถึงความสำคัญของน้ำมากขึ้น จริง ๆ แล้ว น้ำแทบจะเป็นทุกอย่างของเมืองเลยก็ว่าได้”

Natura Cafe สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย โดยเฉาพะกลุ่มคนที่กำลังมองหาพื้นที่สีเขียวใกล้เมือง ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณป๋อเปลี่ยนแปลงให้สถานที่ตรงนี้กลายเป็นศูนย์รวมในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ นักท่องเที่ยว และชุมชนโดยรอบ เป็นเหมือนระบบนิเวศแห่งการให้และพึ่งพาอาศัยกัน

“เราเปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้ามาเทียบเรือขายของหรือพานักท่องเที่ยวไปล่องเรือได้ โดยเราไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเลย เพราะเราก็พึ่งพาอาศัยพวกเขาเช่นเดียวกัน อีกอย่าง พอเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องค่อย ๆ พัฒนาตามศักยภาพของเราแบบออร์แกนิก”

“ในมุมการพัฒนาธุรกิจ เราทำกันโดยใช้โมเดล Social Enterprise เลย เพราะเราอยากอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชน และทรัพยากรสีเขียวในแบบของเรา ในความหมายของผมคือ เป็นธุรกิจที่ทำแล้วสังคมได้ประโยชน์ ไม่ว่จะรูปแบบใดก็ตาม ผมมองว่าไม่มีใครอยากทำธุรกิจแล้วไม่ได้กำไรหรอกนะ ไม่งั้นมันคงไม่ยั่งยืน”

“วิถีชีวิตมันต้องหากินได้” คุณป๋อยิ้ม

“บางทีเราก็ต้านกระแสทุนนิยมไม่ไหวเหมือนกัน แต่ราคาผลผลิตทางการเกษตร มันอยู่เท่าเดิม คนไทยไม่ค่อยสนใจถึงคุณค่าของผลผลิตจริง ๆ แต่สนใจที่ปริมาณมากกว่า การเป็นชาวสวนในเมืองมันแทบเป็นไปได้ยาก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงกลายไปอยู่ชายขอบ”

คุณป๋อเล่าว่ามีเพียงไม่กี่บ้านเท่านั้นที่ยังคงเก็บพื้นที่สวนกลางเมืองเอาไว้ และถึงแม้ว่ากลุ่มคนที่อยากทำมาหากินในบริเวณนี้ยังคงมี แต่กลายเป็นว่าไม่มีที่อยู่อาศัยสำหรับพวกเขา เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศยังไม่แข็งแรงพอ และลักษณะของเมืองที่ทำให้เกิดการรุกล้ำ และสร้างพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ตลอดเวลา อาจทำให้ไม่สามารถรักษาพื้นที่สวนไว้ได้

“เราลงพื้นที่ไปยังบ้านที่ยังรักษาสวนเอาไว้และมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจกต์อื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ขอให้คุณยายที่เคยทำขนมไทยส่งรอบชุมชนมาทำขนมส่งให้เราด้วย หรือกลุ่มเรือแท็กซี่รับส่ง ผมก็ไปซื้อขนมยาย แล้วให้เรือแท็กซี่มาส่งที่ร้าน เราพยายามทำให้เป็นการช่วยเหลือแบบพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น”

“เราต้องเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ และรู้ว่าเราจะต่อยอดอะไรได้ เพื่ออนุรักษ์และทำให้ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนระแวกนี้ดีขึ้น”

แหท-03

แม้จะต่างเจนเนอเรชัน แต่ทั้งคุณเอ๋ และคุณป๋อ มีวิสัยทัศน์ในการดูแลสวนกึ่งธุรกิจไปในแนวทางคล้ายกัน ทั้งคู่ลงแรงลงใจพัฒนาสวนให้สามารถคงอยู่อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความเป็นธุรกิจเพื่อสังคม

“ถ้าถามว่าอะไรที่เราเก่ง
ก็คงเป็นความเก่งที่สามารถมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ เห็นพื้นที่ตรงนี้ว่านอกจากเป็นสมบัติของครอบครัวแล้ว มันยังเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การถูกอนุรักษ์ต่อไป”

“เราสามารถต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยมากขึ้น จากเดิมในรุ่นคุณยายและคุณแม่ เราอาจจะทำแค่สวนอย่างเดียว แต่พอเรา add value เข้าไปกลายเป็นคาเฟ่ มีอาหาร มีกิจกรรม ก็ทำให้มีลูกค้าติดใจและเข้ามาใช้บริการมากขึ้น”

“เราไม่ได้ต้องการให้มันอยู่แบบเดิมตลอดไป เรารักษา core value ไว้ก็จริง แต่ก็อยากพัฒนาต่อไปได้ด้วย ให้สวนมีความร่วมสมัยมากขึ้น”

“คนไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ ในกรุงเทพ ก็ยังมีคลองที่สามารถเที่ยวได้อยู่นะ เราอยากให้คนหันมาสนใจวิถีการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมกันมาขึ้น ไม่ต้องประดิษฐ์ เพราะยังมีชาวบ้านแถวนี้ที่รอนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น”

“เราค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ภาครัฐหันมาสนใจศักยภาพของคลองมากขึ้น ที่ไม่ใช่แค่เป็นทางระบาย ตลอดเวลาที่เราเริ่มทำโปรเจกต์ เราไม่เคยขอเงินทุนจากฝ่ายใด เราก็พยายามสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง แม้ในช่วงสถานการณ์การระบาดที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็พยายามพัฒนาด้วยตัวเองให้ได้ก่อน”

“ซึ่งสิ่งที่เราทำ มันดีกว่าการลงมาดูแล้วติดป้ายเยอะ” คุณแม่เอ๋เสริม พร้อมเสียงหัวเราะ

“การที่เราจะขับเคลื่อนอะไรบางอย่างได้ มันต้องกลายเป็นกระแสสังคมให้ได้ก่อน เพราะการที่เราขาด คนขับเคลื่อน พวกหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ก็ไม่มาสนใจเท่าไหร่นัก” คุณป๋อกล่าวปิดท้าย “ผมอยากให้เราสนใจกันที่คุณค่าของสิ่งที่เราทำจริง ๆ มากกว่าภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้น”

แหท-04

การสัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองกับสองแม่ลูกชาวสวนหัวคิดทันสมัย พลางชิมอาหารจานเด็ดของทางสวน ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของพื้นที่สวนแห่งนี้อย่างเต็มอิ่ม ทั้งคุณป๋อและแม่เอ๋ คือตัวอย่างประชากรตื่นรู้ที่พร้อมจะส่งต่อแรงบันดาลใจภายใต้ระบบนิเวศแห่งการให้อย่างแท้จริง

ที่มากไปกว่านั้น ยิ่งทำให้เราเห็นว่าธุรกิจที่สามารถอยู่ควบคู่ไปกับธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร

นักเขียน ฐานิตา ประสานศิลป์

BLOG_BANNER3

Connect with us

Facebook: Socialgiver
Instagram: Socialgiver
Line: @Socialgiver
Website: www.socialgiver.com
Application: https://socialgiver.page.link/blog

Share: