เพียง 2 บาทค่าถุงพลาสติก เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นประเทศ

02

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลเป็นอันดับที่ 6 ของโลก หนึ่งในแหล่งที่มาของพลาสติกเหล่านั้นคือถุงพลาสติกที่เราใช้ใส่ของเมื่อซื้อจากร้านค้าและซุปเปอร์มาเก็ต เมื่อถุงพลาสติกเหล่านี้ถูกทิ้ง ไม่ว่าจะลงถังขยะหรือที่แย่กว่าในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม อาจด้วยเพราะความมักง่าย หรือปัญหาการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ ถุงพลาสติกส่วนหนึ่งก็จะหลุดรอดลงไปในแม่น้ำและในที่สุดลงสู่ทะเล จะเกิดเป็นมลพิษแก่สัตว์และสิ่งแวดล้อมระยะยาว โดยถุงพลาสติก 1 ใบใช้เวลานานถึง 450 ปีในการย่อยสลาย และสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและผู้คนโดยตรง เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเศษพลาสติก (Micro Plastic) ที่สัตว์น้ำกินเข้าไปก็กลับเข้ามาเป็นอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ

rubbish mountain

แม้ว่าทุกคนจะทราบถึงปัญหาขยะพลาสติก และพิจารณาหาหนทางการแก้ปัญหากันเป็นเวลานาน แต่เราก็ยังไม่สามารถหาทางออกในการจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก รวมทั้งผลักดันการใช้ถุงผ้า แต่หลากหลายโครงการก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน…

อย่างไรก็ดี มีอยู่วิธีการหนึ่งที่ใช้กันในหลายประเทศ และมีผลการศึกษาออกมาว่าสามารถแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้อย่างยั่งยืน คือการบังคับใช้ให้ภาคธุรกิจเลิกแจกถุงพลาสติกฟรี และคิดเงินค่าบริการถุงในราคาที่เหมาะสมหากลูกค้าต้องการ

02

การคิดเงินค่าถุงพลาสติกเพียงเล็กน้อย สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้มหาศาล โดยมีตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศมากมาย เช่น ร้านสะดวกซื้อในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาได้เริ่มงดแจกถุงพลาสติก หากลูกค้าต้องการ จะคิดเงินค่าบริการถุงพลาสติก 2 บาทต่อใบ ภายหลังการเริ่มโครงการ 3 เดือน ปริมาณถุงพลาสติกลดลงเป็นจำนวนมาก จากเดือนละ 102,465 ใบ เหลือเพียง 4,795 ใบต่อเดือน  และยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนโยบายคล้ายๆ กันในการลดปริมาณขยะพลาสติก ก็มีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยมหิดลเช่นเดียวกัน

หลายประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ เริ่มใช้นโยบายนี้มาเป็นเวลานาน โดยสามารถลดปริมาณถุงพลาสติกได้ถึง 83% ใน 1 ปีจากการคิดค่าถุงพลาสติกในราคาเพียง 5 p (ประมาณ 2 บาท) ผลที่ได้คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการเตรียมถุงผ้าหรือถุงพลาสติกเก่าๆ กลับมาใช้ และเลือกซื้อถุงผ้าหากผู้บริโภคไม่ได้เตรียมถุงไป เพราะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง

plastic-bag-ban-1

การลดการใช้ถุงพลาสติกไม่เพียงช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคยังสามารถลดต้นทุนทางอ้อมในรูปแบบทางภาษีที่จะต้องเสียไปในการจัดการขยะพลาสติก หรือ ปัญหาน้ำท่วม ฯ นอกจากนี้ห้างร้านขนาดใหญ่ยังถือได้ว่าเป็นการทำ CSR ในรูปแบบหนึ่ง และแน่นอนว่าผู้บริโภคมากมายสนใจสนับสนุนแบรนด์เหล่านั้นในฐานะเป็นผู้นำด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ดังเช่น Makro และ IKEA

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามอยู่ที่ว่า เราจะพึ่งให้คน 65 ล้านคน ให้เปลี่ยนพฤติกรรม เรียกร้องให้ลดการใช้ถุงพลาสติกเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม หรือเราจะพึ่งความร่วมมือจากธุรกิจขนาดใหญ่และกฎหมายจากภาครัฐที่สามารถปรับใช้กับคน 65 ล้านคน คุณคิดว่าวิธีไหนจะสามารถจัดการปัญหาขยะพลาสติกได้ดีกว่ากัน?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *