blog_david_cover

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด และตอนนี้โลกของเราก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์นานาชนิดไปมากกว่าครึ่ง

ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาโลกเหล่านี้ล้วนเกิดจากการกระทำของพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล การสร้างมลพิษ ของเสีย หรือการทำลายผืนป่า ซึ่งในขณะที่หลายคนกำลังเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเพื่อกอบกู้โลก หลายคนยังคงมองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว

วันนี้ Socialgiver ขอนำเสนอภาพยนตร์สารคดี ที่จะชวนทุกคนใช้ความคิด และเข้าใจวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญอยู่มากขึ้น นั่นคือเรื่อง “David Attenborough : A Life On Our Planet” ที่กำลังฉายอยู่บน Netflix ขณะนี้ พร้อมแล้ว ไปชมตัวอย่างกันเลย!

ภาพยนต์เรื่องนี้ถูกนำเสนอโดย เซอร์ เดวิด แอตเทนโบโรห์  (David Attenborough) นักธรรมชาติวิทยาที่พวกเราชื่นชอบ ด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและอ่อนโยนในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างสบายๆ ปัจจุบันนี้คุณ เดวิด มีอายุ 94 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงทำงานด้านอนุรักษ์อยู่ เหมือนตอนสมัยเขาหนุ่มๆ เลยนะ

David-Attenborough

(รูปภาพ:BBC)

หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าคุณ เดวิด เขาเป็นคนดังในวงการนักพากย์เสียงอีกด้วย เริ่มต้นที่ขาทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้กับสารคดีโดย BBC เกี่ยวกับธรรมชาติ และสัตว์ป่าอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทีวีซีรี่ย์ อย่าง Life on Earth ที่ในช่วงปี 1979 หรือ The Blue Platnet และ Platnet Earth เรียกได้ว่าเสียงของคุณเดวิดถูกขนานนามว่าเป็นเสียงแห่งธรรมชาติ เลยทีเดียว

 

มาถึงปี 2020 นี้ คุณเดวิดก็ยังไม่หยุดสร้างผลงานที่จะถ่ายทอดความรักในผืนป่าและธรรมชาติของเขา สร้างภาพยนตร์สารคดี “A Life On Our Planet” ที่ถ่ายทอดมุมมองของโลกเรา และผืนป่ากว่าสิบๆ ปี ผ่านการเดินทางที่ผ่านมาตลอดชีวิตของเขา

 

“A Life On Our Planet” เริ่มด้วยการพูดถึงการสูญพันธุ์หมู่ (Mass Extinction) ที่เกิดขึ้นบนโลกเรามาแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าทุกครั้งหลังเกิดการสูญพันธุ์หมู่ ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวกลับคืนมาได้ใหม่ เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือถ้าเรายังคงทำลายธรรมชาติด้วยอัตราที่เป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป การสูญพันธุ์หมู่ครั้งที่หกอาจจะเกิดขึ้นในเพียงศตวรรษหน้าที่จะถึง

เริ่มต้นเรื่องก็จัดว่าเข้มข้นแล้ว ด้วยการเปิดประเด็นที่ค่อนข้างหนักแน่น เพื่อให้คนตระหนักถึงความเศร้าของสิ่งที่กำลังจะเกิด ผ่านน้ำเสียงที่กังวลและห่วงใยของตำนานท่านนี้

ตามติดมาด้วยเนื้อหาหลักของเรื่อง ซึ่งนำเสนอการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์เรา เริ่มจากปีแรกๆ ที่คุณเดวิดเริ่มทำงานซึ่ง ณ ตอนนั้นโลกเรามีผืนป่ามากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ของผืนโลก จนมาถึงวันนี้เหลือแค่ 35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และนี่ยังไม่พูดถึงจำนวนสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากอุณภูมิที่สูงขึ้น และพื้นป่าที่ถูกตัดหายไป “ความผิดพลาดของมนุษย์” คือหัวใจในการดำเนินเรื่องของภาพยนต์เรื่องนี้เลยจริงๆ

(Photo:BBC)

(รูปภาพ:BBC)  คุณ เดวิด แอตเทนโบโรห์ ในปี ค.ศ. 1963

คุณ เดวิด เล่าในสารคดีนี้ว่าเขาคงรู้สึกผิดมากๆ ถ้าไม่ทำสารคดีชุดนี้ออกมาในฐานะที่เขาเป็นคนหนึ่งที่ผ่านโลกมาเยอะ และได้ใช้ชีวิตในช่วงสมัยที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์มากๆ มาแล้ว เขาต้องการจะบอกกับคนุร่นหลังอย่างพวกเราให้สามารถอยู่ร่วมกับโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน เพราะตอนนี้มันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้!

SaveOurSouls 1

อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือช่วงท้ายของหนังที่ได้มีการพูดถึงเหตุการณ์ที่ เชอร์โนบิล อีกด้วย ซึ่งมันคือหนึ่งในความผิดพลาดของมนุษย์ในชั่วข้ามคืนที่ร้ายแรงที่สุด ทำให้เมืองทั้งเมืองอาศัยอยู่ไม่ได้ และช่วงนี้ของหนังอาจทำให้หลายๆ คนอดรู้สึก “หมดหวัง” ไม่ได้ แต่คุณเดวิดก็พูดเตือนว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ นอกจากการ “คืนธรรมชาติให้ธรรมชาติ” หนึ่งในวิธีที่เราสามารถช่วยกู้โลกได้ สลับกับภาพบรรยากาศเมืองที่ถูกทอดทิ้งไปเพราะเหตุการณ์เชอร์โนบิล ที่หลายสิบปีให้หลังที่ถูกปลกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ แถมยังพอมีสัตว์บางชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้อีกด้วย

 

“ธรรมชาติจะรอดก็เมื่อเราคืนสมดุลให้กับความหลากหลายทางชีวภาพของโลก” —เซอร์ เดวิด แอตเทนโบโรห์ 

 

หลังจากนั้น เนื้อเรื่องก็จะมาสู่ช่วงแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา คืนความหลากหลายทางชีวภาพให้กับโลก เช่น จัดการงดตกปลาในบางพื้นที่เพื่อให้ประชากรปลาได้ฟื้นฟูตัวเอง คุณเดวิดเล่าว่ามีหลายประเทศที่เริ่มนำนโยบายแบบนี้มาใช้แล้ว แล้วถ้าทั้งโลกเริ่มหันมาใช้วิธีนี้บ้างล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

64249434_2748863155188104_1316208932770807808_n

อีกหนึ่งวิธีในการกอบกู้โลกที่จะเห็นผลได้เร็ว และมีประสิทธิภาพอย่างมากคือการลดพื้นที่สำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ที่โลกเราใช้อยู่ ซึ่งจะสามารถทำได้ถ้าเราทุกคนหันมาสนใจ Plant-based diet (การรับประทานอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก) กันให้มากขึ้น คุณเดวิดเสริมว่าถ้าประชากรโลกนำ Plant-based diet เข้ามาในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น เราก็จะสามารถคืนพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว 

นับว่านอกจากจะทำให้เราอินไปกับประวัติศาสตร์ของโลกเราแล้ว สารคดีเรื่องนี้ยังทำให้เราได้ใช้ความคิดเป็นอย่างมาก ตระหนักถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเราเองที่จะสร้างผลกระทบต่อโลก 🌍

ถ้าใครได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้ายแล้ว หลายๆ คนคงเห็นถึงความต้องการอย่างไม่สิ้นสุดของพวกเราเองที่ทำให้โลกย่อยยับต่อหน้าต่อตาเรา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม้ว่าจะมีคุณเดวิด หรือผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ คอยบอกเราอยู่ซ้ำๆ 

สิ่งสำคัญ คือ เมื่อเรารับรู้ผลกระทบที่กำลังจะเกิดนี้แล้ว เรามีวิธีรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่กำลังจะเกิดนี้หรือยัง? แล้วถ้ายัง สิ่งไหนที่เราควรเริ่มต้นทำกันตั้งแต่วันนี้? อย่าลืมว่าความหวังในการกู้โลกนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้นขึ้นกับเราทุกคน 💚

BLOG_BANNER3

 

ติดตามเพิ่มเติม:
Facebook: Socialgiver
Instagram: Socialgiver
Line: @Socialgiver
Website: www.socialgiver.com
Application: Socialgiver

Share: