ก่อนป่าต้นน้ำจะหายไป พูดคุยเรื่องป่าเชียงดาว กับนิคม พุทธา

Nikom 6

ในวันที่ป่าไม้และแหล่งน้ำตามธรรมชาติเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ ชายคนหนึ่งยังยืนหยัดต่อสู้เพื่อผืนป่าอย่างทรนง ไม่หวั่นไหว ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจแต่เขาพยายามที่จะปลูกต้นไม้ในหัวใจคน ให้ทุกคนที่พบเจอหรือรู้จัก มาร่วมกัน… สร้างผืนป่าในหัวใจ ให้ทุกคนรักและหวงแหนผืนป่าของเมืองไทย ด้วยความตั้งใจจริงของ คุณนิคม พุทธา กับเรื่องราวที่เราอยากมาแบ่งปันให้ทุกคนได้รู้จักกับชายผู้มุ่งมั่นคนนี้

Nikom 7

จุดเริ่มต้นของการมาทำโครงการปลูกป่าที่เชียงดาวของพี่นิคม

ผมปลูกป่ามาหลายครั้ง เมื่อก่อนปลูกป่าอยุ่เขาแกว่งม้า วังน้ำเขียว ฝึกตั้งแต่ให้ชาวบ้านเก็บพันธุ์ไม้ เพาะกล้าไม้ จนทำเป็นทุกอย่าง ดูแลป่าเป็น เพาะพันธุ์เป็น ใช้เวลา 4-5 ปี  แต่ที่เรากำลังจะไป อยู่ในเขตป่า ค่อนข้างไกลและไม่มีงบประมาณ อย่างการปลูกต้นไม้ ผ่านไป 3-4 เดือนต้องเข้าไปถางวัชพืช และฤดูร้อนก็ต้องทำแนวกันไฟ การปลูกป่าด้วยต้นกล้า ค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีค่าดูแลรักษาอีกด้วย แต่ถ้ามันโต ก็จะเพาะพันธุ์เองตามธรรมชาติของต้นไม้ เพราะแบบนี้ เราก็เลยเก็บเมล็ดพันธุ์ตามข้างทาง ใช้เสียมทิ่มลงดินแล้วใช้เท้าเหยียบๆ ก็พอ เก็บเงิยคนวันที่สนใจ เพียง 200บาท สำหรับคนที่จะมาร่วมเป็นค่ารถกับค่าอาหารก็พอครับ

ผมใช้กิจกรรมปลูกป่าเพื่อให้จิตวิญญาณคนที่มาปลูกได้เติบโต ต้นไม้ที่ปลูกไปอาจไม่ได้โตทุกต้น แต่กิจกรรมนี้ผมอยากคนที่มาร่วมเรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติ มีภาพธรรมชาติอยู่ภายในใจ เห็นความสำคัญของธรรมชาติ

ปกติเวลาจัดกิจกรรม จะได้อาสาจากที่ไหนมาบ้าง

ทุกส่วนที่มาร่วม มีทั้งครูพานักเรียนมา กลุ่มกรีนพีซ(Green peace) และกลุ่มอาสาที่ Big Tree พามา ผมเก็บค่าใช้จ่ายนิดหน่อย 200-300 บาทต่อคน เป็นค่าต้นทุนในการดำเนินการ เราก็จัดเตรียมอาหารและโรงนอนให้เขา มีกิจกรรมสนุกๆ ที่ผมมักจะให้เด็กๆ เล่นภาวนากัน คือลองถามเด็กว่าคิดว่าใครเป็นคนปลูกต้นไม้ คิดถึงมุมมองต้นไม้ เราอยากกระจายต้นไม้พันธุ์อะไร ถ้าเราเป็นลิงเราจะแพร่พันธุ์ต้นอะไร ถ้าเราเป็นช้างเราจะแพร่พันธุ์ต้นอะไร อยากให้ป่ามีต้นอะไรมีเยอะๆ ก็อธิบายเสริมว่าช้างป่าจะกินกระท้อนเยอะ ก็ให้ปลูกกระท้อน

พี่นิคมทำอะไร ยังไงบ้างให้ชาวบ้านเชื่อใจและเข้าใจการดูแลป่า

 

เวลาผมขับรถไปตามหมู่บ้าน ก็จะพูดคุย ตีซี้และถามชาวบ้านว่าเมล็ดพันธุ์ต้นไม้อยู่ตรงไหน ให้เขาพาไปช่วยเก็บ รับอาสาเข้ามา เริ่มจากการให้ช่วยทำแนวกันไฟ ทำให้อาสาเข้ามาได้รู้จักชาวบ้านว่าชาวบ้านเขาก็ดูแลรักษาป่าแต่บางทีชาวบ้านนิดเดียวทำไม่ไหว เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ไหว ปกติทำแนวกันไฟจะนับตามแนวยาวว่าทำกี่กิโลเมตร เฝ้าระวังไฟ จะมีการขี่รถเข้าไปดูในป่า ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง โดยเจ้าหน้าที่จะมีเครื่องมืออยู่แล้ว เราจะมีที่ตบไฟเข้าไปช่วย ต้องใช้อุปกรณ์  ช่วงมีนาคมจะมีกิจกรรมเก็บขยะ

ผมจำได้ว่าเคยมีเหตุการณ์ที่ลูกกวางตกหลุมขยะตาย หรือขยะพวกทิชชู่เปียก สัตว์ป่าไม่รู้เผลอกินเข้าไปก็แย่หมด ช้างจะคุ้ยขยะหาอาหารเกิดเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็อยากจะแก้ ไม่รู้จะเริ่มทำอย่างไร บางครั้งที่โพสบนเฟสบุ๊ค ขอบริจาคอุปกรณ์ดับไฟ ไปมอบให้ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านก็ดีใจ เขาอยากจะให้คนที่บริจาคเงินมาดูในหมู่บ้าน เคยพาคนบริจาคมาดู เขาก็ตกใจว่าชาวบ้านแค่ไม่กี่ร้อยคน ดูแลพื้นที่ป่าได้มหาศาล อยู่กับธรรมชาติได้ดี มีความเอื้อเฟื้อกัน แล้วก็ได้มีการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Study tour พาคนเมืองมาเยี่ยมชมหมู่บ้าน กินข้าว ใช้ชีวิตกับชาวบ้าน 2 วัน 1 คืน เขาจะได้เห็น ได้เรียนรู้วิถีช้าวบ้านจริงๆ แล้วก็อธิบายเกี่ยวกับดอยหลวงเชียงดาวเพิ่ม

Nikom 4

หากมีคนสนใจกิจกรรมแนวนี้ จะมีจัดกิจกรรมอะไรให้เข้าร่วมได้บ้าง?

เดือนธันวาคมของทุกปี เราจะมีกิจกรรมชื่อ ค่ายผลัดใบ เป็นกิจกรรมชำระสะสางสิ่งที่ค้างอยู่ในใจเรา เพื่อเริ่มปีใหม่อย่างปลอดโปร่ง โล่งสบาย ภาวนาในป่า ใคร่ครวญ ดูจิตใจตัวเอง มีความสงบภายในตัว เป็นกิจกรรมเชิงธรรมชาติบำบัด แต่ละปีจะมีกิจกรรมเข้ามาตลอด ทั้งเก็บเงินบ้าง บริจาคบ้าง ก็ทำให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือตนเองเพื่อพออยู่ได้ครับ

ถ้ามีกลุ่มคณะมากัน ก็จะมีรายได้จากการจำหน่ายอาหารมาแทน

เป้าหมายในการปลูกป่าของพี่นิคมคืออะไร

“ไม่มีครับ ผมปลูกไปเรื่อยๆ ต้นไม้ในป่าก็เหมือนเส้นผมเรายิ่งมีมากยิ่งดี ถ้ามีมากก็เก็บน้ำได้มาก ต้องทำให้ป่าให้หนาแน่น เพิ่มต้นไม้ เพิ่มศักยภาพในการเก็บน้ำ ยิ่งต้นไม้เยอะ ยิ่งเก็บน้ำได้มากขึ้น เพราะทุกส่วนของต้นไม้นั้นช่วยเก็บน้ำ เพิ่มความหนาแน่นให้ผืนป่า สังเกตจากเรือนยอดต้นไม้ เวลามองขึ้นไปถ้าไม่เห็นท้องฟ้า แสดงว่าป่าสมบูรณ์ เรือนยอดต้องซ้อนกันหลายชั้น รองรับแรงกระแทกของเม็ดฝน ตรงไหนว่างก็เติมต้นไม้ลงไป”

อยากให้พี่นิคมฝากมุมมองทิ้งท้ายสักเล็กน้อย

“จากการเดินทางของผมในเส้นทางการเดินทางไปกับสายน้ำ ธรรมยาตราศรัทธาแห่งสายน้ำ ผมตลกผลึกมาเป็นหนังสือ ความในใจของสายน้ำ ผมเห็นว่าผืนป่าและสายน้ำมันเชื่อมโยงกัน บางคนเขาไม่รู้ เขาก็จะขุดทางน้ำให้มันตรง ทั้งที่แม่น้ำต้องมีตื้น ลึก โค้ง เว้า ตามธรรมชาติ มีเขตน้ำเชี่ยว น้ำนิ่ง ที่เหมาะกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างนั้นๆ ต้นไม้บางอย่างเป็นอาหารให้ปลา ให้สัตว์ป่า ผมนึกแล้วก็ยังไม่อยากเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ ผมว่าคนน่าจะมีความรู้มากขึ้น แต่เรากลับปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยยังใช้พื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งสำคัญมาก มาเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ป่าต้นน้ำมันสำคัญ แต่เรื่องนี้ทำไมเราจัดการมันไม่ได้ซักที”

“ผมตั้งใจให้มีกิจกรรมต่างๆ ที่ทำอยู่เท่าที่จะมีแรงทำไหว ก็เพื่อได้สื่อสารกับสังคม ได้พูดให้คนในสังคมได้รู้ ได้ตระหนักกันมากขึ้น ถึงความสำคัญของธรรมชาติ และความสำคัญของป่าต้นน้ำครับ”

Nikom 2

ขอบคุณรูปภาพจาก Greenpeace Thailand และ เฟซบุ๊ค Nikom Putta 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *