รวม 6 ความเชื่อผิดๆ ที่เราเคยเชื่อว่า “ผู้พิการทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แน่ๆ “

Disabled-happy

หากพูดถึง “ผู้พิการ” แล้ว แต่ละคนอาจจะมีภาพในความคิดที่แตกต่างกันออกไป ทั้งความรู้สึกชื่นชมและความรู้สึกเห็นใจที่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อเราพบเจอกับกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาและความเข้าใจผิดที่บดบังโอกาสในการใช้ชีวิตของพวกเขาคือ “ความเชื่อจากสังคม” ที่มองว่าผู้พิการนั้นเป็นประชากรในกลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งจากที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์พีระ พิลาฤทธิ์ อาจารย์ผู้ดูแลด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศแห่งโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา(บ้านเด็กตาบอดและผู้พิการซ้ำซ้อน) เราก็พบความจริงที่น่าอึ้งและทึ่งในความสามารถของคนพิการที่ทำให้เราได้รู้ว่า…จริงๆ แล้ว ผู้พิการนั้นมีศักยภาพและความสามารถสูงกว่าที่เราคิดไว้มากๆ

 

1 ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เป็นความเชื่อที่เกิดจากความเห็นใจในการใช้ชีวิตของผู้พิการ เช่น พี่ที่ตาบอดจะเดินทางยังไง? ผู้พิการขาจะเดินทางยากแน่ๆ เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นผู้พิการมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีช่วยเหลือในชีวิตประจำวันที่ช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตได้ “แทบจะปกติ” เลยครับ อย่างคนตาบอดก็มีเครื่องมือนำทางที่สามารถอ่านออกเสียงช่วยเหลือพวกเขาสำหรับการเดินทางหรือผู้พิการแขนขาก็มีอุปกรณ์เทียมที่พัฒนาจนสามารถใช้งานได้เสมือนแขน ขาจริงแล้วเช่นกัน

 

2 เรียนคอมพิวเตอร์-อิเล็คทรอนิคไม่ได้

“การเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ต้องมีหน้าจอ การใช้งานเมาส์แล้วพี่ที่ตาบอดจะเรียนกันอย่างไร?” นี่คือคำถามแรกที่เราสงสัยเมื่อได้พบกับอาจารย์พีระ ซึ่งอาจารย์ก็ตอบด้วยความฉะฉานและไขความกระจ่างให้กับเรื่องนี้โดยอาจารย์เล่าว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีซอฟแวร์ที่สามารถแปลผลออกมาเป็นเสียงสำหรับใช้งานคอมพิวเตอร์แล้วอย่างใน IOS คือ Voice Over และใน Window คือ Screen Reader ให้ผู้พิการทางสายตาใช้งานและพิมพ์คำสั่งเข้าในระบบ DOS เพื่อสั่งการคอพิวเตอร์ “โดยไม่จำเป็นต้องมีเมาส์!!” และสำหรับผู้ที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงก็สามารถใช้เครื่องอ่านม่านตาและคำสั่งเสียงสำหรับใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ด้วย เรียกได้ว่าสามารถใข้งานคอมพิวเตอร์ได้เทียบเท่ากับคนปกติเลยล่ะครับ

 

ิblind-study

3 ไม่สามารถเรียนรู้เนื้อหายากๆ ได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้พิการนั้นต้องใช้ความพยามที่สูงกว่าในการเรียนรู้และอาจจำไม่ได้ในบางกรณี(ผู้พิการทางสมอง) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเรียนรู้เนื้อหายากๆ ไม่ได้ พวกเขาทำได้…หากได้รับโอกาสที่เพียงพอ สำหรับผู้พิการทางสายตา การได้ฟังหนังสือเสียงคือหนทางในการเข้าหาแหล่งความรู้ชั้นเลิศ ซึ่งปัจจุบันมีการพยายามเพิ่มหนังสือเสียงเข้าไปไว้บนระบบออนไลน์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ทั้งผู้พิการทางสายตาและผู้พิการในกลุ่มอื่นๆ ก็สามารถเรียนรู้และฝึกฝนความคิดได้ไม่แพ้คนปกติขอเพียงพวกเขาได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้เท่านั้น

 

Blind-computer

4 ไม่สามารถใช้ชีวิตรวมกับคนปกติได้

แม้ว่ากลุ่มผู้พิการจะมีความต้องการพิเศษที่ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตปกติ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติไม่ได้เพราะด้วยความช่วยเหลือของคนรอบข้างเพียงเล็กน้อย(ข้ามถนน, ขึ้นบันใด)และการใช้เทคโนโลยีปัจจุบัน พวกเขาก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งการสื่อสาร การช่วยเหลือตนเองต่างๆ หากจะมีสิ่งใดที่ขาดก็คงเป็นโอกาสที่พวกเขาควรจะได้รับในการใช้ชีวิตอย่างคนปกติเท่านั้นครับ

 

5 มีศักยภาพน้อยกว่าคนทั่วไป

ในด้านการใช้งานร่างกายอาจจะมีปัญหาแต่นั่นก็ไม่ยากเกินจะฝึกฝนเพราะผู้พิการทางสายตาหลายคนที่ได้รับโอกาสก็สามารถทำงานทั่วๆ ไปได้ เช่น ตำแหน่งพนักงานรับสายทางโทรศัพน์หรือผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็นก็สามารถทำงานด้านคอมพิวเตอร์ได้อย่างคนปกติทุกประการ “ขอเพียงได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องและควบคู่กับการได้ทำงานบ่อยๆ ผู้พิการก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ในระดับที่เท่าเทียมกับคนปกติเลยครับ” คำยืนยันของอาจารย์พีระ ครูสอนด้านเทคโนโลยีผู้พิการทางสายตาที่เราได้คุยมาครับ

AIS-Blind-disabled

 

6 ไม่สามารถทำงานหรือประกอบอาชีพทั่วไปได้

มีเพียงไม่กี่อาชีพที่ผู้พิการไม่สามารถทำได้โดยเฉพาะในกลุ่มงานก่อสร้าง แต่ในกลุ่มอื่น ทั้งงานขาย งานบัญชี ครูอาจารย์หรือศิลปินต่างๆ ก็มีผู้พิการสามารถทำงานในส่วนนี้ได้ โดยเฉพาะศิลปินที่ฝึกฝนตนเองจนสร้างผลงานศิลปะได้หลากหลายชิ้น นับว่าน่าชื่นชมมากๆ ครับ อีกอาชีพที่น่าสนใจในต่างประเทศคือการเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ เช่น นิค วูจิชิค หนุ่มไร้แขนขาผู้โด่งดังระดับโลก แสดงให้เห็นว่าคนพิการที่ได้รับการฝึกฝนก็สามารถประกอบอาชีพต่างๆ ได้ไม่แพ้คนทั่วไป

 

blind-work

 

เหนือสิ่งอื่นใดคือ “โอกาส” ที่สังคมจะมอบให้กับผู้พิการ และยอมรับในความสามารถโดยปราศจากอคติต่อพวกเขา หากเราสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ก็ย่อมที่จะสร้างสังคมที่ดีขึ้นและผู้พิการก็มีจุดยืนและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ตอบแทนกลับสู่สังคมได้มากขึ้นเช่นกัน

 

ขอบคุณรูปภาพจาก it4vi.blogspot.com , www.nytimes.com , www.jobcity.co.th , www.cfbt.or.thwww.fodac.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *